วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งTom Yum Kung crisis
ชื่อ "วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง" มาจากชื่ออาหารไทยที่มีรสจัดจ้าน เปรียบเทียบกับผลกระทบที่รุนแรงของวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ จุดเริ่มต้นของวิกฤตเกิดขึ้นเมื่อค่าเงินบาทของไทยถูกโจมตีจากนักเก็งกำไรจนรัฐบาลต้องปล่อยให้ค่าเงินลอยตัวในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 หลังจากที่พยายามตรึงค่าเงินไว้นานหลายเดือน เหตุการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นของภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ขยายวงกว้างไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค
สาเหตุของวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง
การเก็งกำไรค่าเงินบาท ในช่วงปี 2533-2539 ประเทศไทยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ทำให้มีเงินลงทุนไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนเริ่มขาดความเชื่อมั่นในค่าเงินบาท จึงเกิดการเก็งกำไรเพื่อหวังผลกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน
การใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ (Fixed Exchange Rate) ก่อนเกิดวิกฤต ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ในการผูกค่าเงินบาทกับดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เมื่อมีการโจมตีค่าเงิน ธนาคารกลางต้องใช้ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศจำนวนมหาศาลเพื่อพยุงค่าเงินบาทจนหมดทุนสำรองในที่สุด
ปัญหาหนี้ภาคเอกชน บริษัทไทยจำนวนมากกู้เงินจากต่างประเทศเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่รายได้ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของเงินบาท เมื่อค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้นและไม่สามารถชำระหนี้ได้
การปล่อยสินเชื่อที่ไม่มีคุณภาพ (Non-Performing Loans: NPLs) ระบบธนาคารไทยปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง เมื่อฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก ธุรกิจเหล่านี้ล้มละลาย และธนาคารประสบปัญหาสภาพคล่องอย่างรุนแรง
ผลกระทบของวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง
ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง จากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐก่อนเกิดวิกฤต ค่าเงินลดลงเหลือมากกว่า 50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงที่เลวร้ายที่สุด
ระบบธนาคารล้มเหลว ธนาคารหลายแห่งล้มละลายหรือถูกควบรวมกิจการ ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเข้ามาควบคุมและปิดกิจการสถาบันการเงินจำนวนมาก
เศรษฐกิจถดถอยและอัตราการว่างงานสูงขึ้น ธุรกิจจำนวนมากปิดตัวลง ทำให้เกิดการเลิกจ้างแรงงานจำนวนมาก ส่งผลให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผลกระทบต่อภูมิภาค ประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ต่างได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้เช่นกัน ส่งผลให้เกิดวิกฤตการเงินในเอเชียโดยรวม
การแก้ไขและบทเรียนจากวิกฤต
การช่วยเหลือจาก IMF ประเทศไทยต้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และดำเนินนโยบายรัดเข็มขัดทางเศรษฐกิจเพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพ
การปฏิรูปภาคการเงิน รัฐบาลดำเนินการปฏิรูปภาคการเงิน โดยเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลสถาบันการเงินและปรับปรุงระบบการปล่อยสินเชื่อ
การเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยน ประเทศไทยเปลี่ยนจากระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่มาเป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวเพื่อป้องกันการโจมตีค่าเงินในอนาคต
การกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการกระจายโครงสร้างเศรษฐกิจให้หลากหลาย ไม่พึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว
วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในเรื่องของการบริหารเศรษฐกิจมหภาคและเสถียรภาพทางการเงิน แม้วิกฤตครั้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจไทย แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปเศรษฐกิจที่สำคัญ และทำให้ระบบการเงินของไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้นในระยะยาว