Fear & Greed Index: ตัวชี้วัดจิตวิทยานักลงทุนในตลาดคริปโต
Fear & Greed Index: ตัวชี้วัดจิตวิทยานักลงทุนในตลาดคริปโต
Fear & Greed Index คืออะไร?
Fear & Greed Index (ดัชนีความกลัวและความโลภ) เป็นตัวชี้วัดที่ช่วยวิเคราะห์ อารมณ์ของนักลงทุนในตลาดคริปโต โดยวัดจากปัจจัยต่าง ๆ และแสดงผลเป็นค่าตั้งแต่ 0 (ความกลัวสูงสุด) ไปจนถึง 100 (ความโลภสูงสุด)
แนวคิดเบื้องหลังดัชนีนี้ คือ
เมื่อมี "ความกลัว" มากเกินไป (Extreme Fear) นักลงทุนมักตื่นตระหนกและขายเหรียญออกไปมากเกินความจำเป็น ซึ่งอาจเป็นโอกาสซื้อ
เมื่อมี "ความโลภ" มากเกินไป (Extreme Greed) นักลงทุนมักเข้ามาเก็งกำไรจนราคาพุ่งสูงเกินจริง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของฟองสบู่
ระดับของ Fear & Greed Index
ดัชนีนี้มีช่วงคะแนน 0-100 แบ่งออกเป็น 5 ระดับ:
ปัจจัยที่ใช้คำนวณ Fear & Greed Index
Volatility (ความผันผวน) วัดจากการเปลี่ยนแปลงของราคาล่าสุดเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง
Market Momentum/Volume (โมเมนตัมตลาดและปริมาณการซื้อขาย) วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคาและปริมาณการซื้อขาย
Social Media (กระแสในโซเชียลมีเดีย) นับจำนวนโพสต์, การแชร์, และคอมเมนต์ที่เกี่ยวข้องกับคริปโต
Bitcoin Dominance (อิทธิพลของ Bitcoin) ถ้า Bitcoin Dominance สูงขึ้น แปลว่านักลงทุนกำลังลดความเสี่ยงจาก Altcoins
Google Trends (แนวโน้มการค้นหาใน Google) ดูจำนวนการค้นหาคำว่า Bitcoin และ Crypto
ตัวอย่างการใช้งาน Fear & Greed Index ในการลงทุน
ซื้อเมื่อ Fear สูง: หากดัชนีอยู่ที่ระดับ Extreme Fear (0-24) อาจเป็นโอกาสที่ดีในการซื้อ เพราะตลาดมักเกิด "Oversold" และราคามีแนวโน้มเด้งขึ้น
ขายเมื่อ Greed สูง: หากดัชนีอยู่ที่ระดับ Extreme Greed (75-100) อาจเป็นช่วงที่ราคาขึ้นสูงเกินไปและมีโอกาสปรับฐาน
ตัวอย่างจริง:
เดือนมีนาคม 2020 ดัชนีตกไปที่ Extreme Fear (10) เนื่องจากโควิด-19 ราคาบิตคอยน์ลดลงต่ำกว่า $4,000 แต่หลังจากนั้นกลับพุ่งขึ้นเกิน $60,000
เดือนพฤศจิกายน 2021 ดัชนีอยู่ที่ Extreme Greed (90+), ราคาบิตคอยน์แตะ $69,000 ก่อนจะเกิดการปรับฐานครั้งใหญ่
สรุป
Fear & Greed Index เป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์จิตวิทยาตลาด แต่ไม่ควรใช้เป็นปัจจัยเดียวในการตัดสินใจลงทุน
Extreme Fear อาจเป็นโอกาสซื้อ ส่วน Extreme Greed อาจเป็นสัญญาณให้ระวังการปรับฐาน
ควรใช้ร่วมกับการวิเคราะห์เทคนิคและปัจจัยพื้นฐานเพื่อการลงทุนที่รอบคอบ
บทความจาก Chat GPT
ภาพประกอบจาก Chat GPT และ www.forbes.com
โดย พี่ปี